กิจกรรมรายวิชา

  กิจกรรมศึกษา ดูงาน ภายในพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย at SCB PARK

วัตถุประสงค์
   
       ตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีเอกสารสำคัญ และเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมาก อันบ่งบอกถึง วิวัฒนาการแห่งความเจริญก้าวหน้า ในระบบการเงินการธนาคารของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็น ภาพในอดีตได้อย่างชัดเจน
และด้วยตระหนักถึง คุณค่าของความรู้ อันสืบเนื่องมาจาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ของระบบการเงินการธนาคาร ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่า ธนาคารจึงได้จัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย”ขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ในการจัดแสดง สิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ด้านการเงินการธนาคารของชาติ สำหรับเป็นแหล่งค้นคว้าด้านวิชาการ อันเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ซึ่งสามารถใช้เป็นที่ค้นคว้าเพิ่มต่อไปได้
ธนาคารได้ทำพิธีเปิด พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยแห่งนี้ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2539 ณ บริเวณชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย และในโอกาสครบรอบ 100 ปี ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ดำเนินการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550


      ก่อน ที่จะมีการนำธนบัตรเข้ามาใช้ร่วมกับเงินตราชนิดอื่นๆ ในระบบการเงินของประเทศ ชนชาติไทยได้ใช้หอยเบี้ย  ประกับ (ดินเผาที่มีตราประทับ) เงินพดด้วง ปี้กระเบื้อง  และเหรียญกษาปณ์ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน


     จน กระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติและเปิดเสรีทางการค้า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถผลิตเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตรา หลักในขณะนั้นได้ทันต่อความต้องการ ทั้งยังมีผู้ทำเงินพดด้วงปลอมออกใช้ปะปนในท้องตลาด จนเป็นปัญหาเดือดร้อนกันทั่วไป ในพุทธศักราช ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดแรกขึ้น 
ใช้ในระบบเงินตราของประเทศ เรียกว่า หมาย

      หมาย เป็นกระดาษสีขาวพิมพ์ตัวอักษรและลวดลายด้วยหมึกสีดำ ประทับตราพระราชสัญลักษณ์ประจำพระราชวงศ์จักรีรูปพระแสงจักร และพระราชลัญจกรประจำพระองค์รูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ด้วยสีแดงชาด เพื่อป้องกันการปลอมแปลง หมายที่โปรดให้จัดทำมี ๓ ประเภท ได้แก่ หมายราคาต่ำ  หมายราคากลาง (ตำลึง) และหมายราคาสูง  อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่หมายเป็นเงินตราชนิดใหม่ ในขณะที่ราษฎรยังคงคุ้นเคยกับเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราโลหะมาแต่โบราณ จึงไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายตามพระราชประสงค์


       ต่อ มาระหว่างพุทธศักราช ๒๔๑๕ - ๒๔๑๖ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดปัญหาเหรียญกษาปณ์ชนิดราคาต่ำซึ่งเป็นเงินปลีกที่ทำจากดีบุกและทองแดง ขาดแคลนประกอบกับมีการนำปี้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ใช้แทนเงินในบ่อนการพนันมาใช้แทนเงินตรา ในพุทธศักราช ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดราคาต่ำเรียกว่า อัฐกระดาษ ให้ราษฎรได้ใช้จ่ายแทนเงินเหรียญที่ขาดแคลน แต่อัฐกระดาษก็ไม่เป็นที่นิยมใช้เช่นเดียวกับหมาย

อัฐกระดาษ

       เงินกระดาษชนิดต่อมา คือ บัตรธนาคาร ซึ่ง ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสามธนาคารที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน และธนาคารแห่งอินโดจีน ได้ขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๒, ๒๔๔๑, และ ๒๔๔๒ ตามลำดับ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาไม่สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ทัน ต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ

       บัตรธนาคารมีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้ เงินชนิดหนึ่งที่ใช้อำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ ระหว่างธนาคารกับลูกค้า ดังนั้น การหมุนเวียนของบัตรธนาคารจึงจำกัดอยู่ในวงแคบเฉพาะบุคคลที่มีความจำเป็น ต้องติดต่อธุรกิจกับธนาคารดังกล่าวเท่านั้น อย่างไรก็ดี บัตรธนาคารมีส่วนช่วยให้ประชาชนรู้จักคุ้นเคยกับเงินที่เป็นกระดาษมากขึ้น และเนื่องจากมีระยะเวลาการนำออกใช้นานกว่า ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๒ - ๒๔๔๕) ทำให้การเรียกบัตรธนาคารทับศัพท์ว่า แบงก์โน้ต หรือ แบงก์ ในขณะนั้นสร้างความเคยชินให้คนไทยเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช้ในภายหลังว่า แบงก์ จนติดปากมาถึงทุกวันนี้

บัตรธนาคารชนิดราคา ๔๐๐ บาท
ของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้

บัตรธนาคารชนิดราคา ๘๐ บาท
ของธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน

บัตรธนาคารชนิดราคา ๕ บาท
ของธนาคารแห่งอินโดจีน

      ขณะ เดียวกันรัฐบาลในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่าบัตรธนาคารที่สาขาธนาคารพาณิชย์ ต่างประเทศออกใช้อยู่ในขณะนั้น มีลักษณะคล้ายกับเงินตราที่รัฐบาลควรจัดทำเสียเอง ในพุทธศักราช ๒๔๓๓ จึงได้เตรียมการออกตั๋วเงินของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรียกว่า เงินกระดาษหลวง โดยสั่งพิมพ์จากห้างกีเชคเก้แอนด์ เดวรีเอ้นท์ (Giesecke & Devrient) ประเทศเยอรมนี จำนวน ๘ ชนิดราคา เงินกระดาษหลวงได้ส่งมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๕ แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของทางการในการบริหาร จึงมิได้นำเงินกระดาษหลวงออกใช้

เงินกระดาษหลวงชนิด ราคา ๘๐ บาท

เงินกระดาษหลวงชนิด ราคา ๑๐๐ บาท


เงินกระดาษหลวงชนิด ราคา ๔๐๐ บาท

      จน กระทั่งพุทธศักราช ๒๔๔๕  จึงเข้าสู่วาระสำคัญในการออกธนบัตร กล่าวคือ พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตรา พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๕ อีกทั้งโปรดให้จัดตั้ง กรมธนบัตร ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตรและรับจ่ายเงินขึ้นธนบัตร และเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๕  จึงนับว่าธนบัตรได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยอย่างจริงจังนับแต่ นั้นมา

      ธนบัตรที่นำออกใช้ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยามรัตนโกสินทรศก ๑๒๑ นั้น มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจ่ายเงินตราให้แก่ผู้นำ ธนบัตรมายื่นโดยทันที ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช ๒๔๗๑  ซึ่งกำหนดให้เงินตราของประเทศประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ตลอดจนให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการเปลี่ยนลักษณะของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใช้เงินมาเป็นเงินตราอย่าง สมบูรณ์



        คำว่า “ธนาคาร” หรือ Bank ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า “Banco” ในภาษาอิตาเลี่ยน ที่แปลว่า “ม้ายาว” เนื่องจากพวกยิว และพวกนายธนาคารในยุคแรก ใช้ม้ายาวเป็นที่กองเงินตรา เพื่อทำธุรกิจ แลกเปลี่ยนเงินตรา และให้กู้ยืม ส่วนสถานที่ใช้ประกอบธุรกิจ มักเป็นสถานที่ชุมนุมชน เช่น ตลาดหรือโรงสวด
นอกจากนี้ คำว่า Bank ก็อาจมาจากคำว่า Banck ในภาษาเยอรมัน ซึ่งหมายถึง “กอง” ซึ่งชาวเยอรมัน ใช้บอกลักษณะของหนี้สาธารณะ แต่ไม่ว่าคำว่า Bank จะมาจากภาษาใดก็ตาม ธนาคารก็เป็นสถาบันการเงิน ที่เป็นตัวกลางที่สำคัญ ต่อเศรษฐกิจทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
บทบาทของธนาคาร ในยุคสมัยต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวก ในทางการเงิน ทั้งการรับฝาก การให้กู้ยืม การแลกเปลี่ยนเงิน ให้แก่ลูกค้า ทำให้ภาวะการค้า และเศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้าไป โดยไม่ติดขัด ก็จะยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่เปลี่ยนแปลง และทั้งจะทวีความสำคัญมากขึ้น ตามระยะเวลาที่ผ่านไป


       ในสังคมสมัยโบราณ ประมาณ 3900 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีการดำเนินกิจการธนาคาร ในประเทศอียิปต์โบราณ โดยประชาชน นำวัวมาฝาก และได้รับหลักฐานการฝากไว้ โดยที่วัวเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หลักฐานการฝาก จึงเป็นสิ่งมีค่า และกลายเป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยนไปด้วย กิจกรรมเกี่ยวกับการเก็บรักษาทรัพย์สิน และการให้กู้ยืมเช่นนี้ มีการประกอบธุรกิจด้วยเช่นกัน ในแคว้นบาบิโลน (Babylone) ในอารามแดงแห่งอุรุก (Uruk) ซึ่งมีอายุประมาณ 3400 ปี ถึง 3200 ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยที่อาราม มีที่ดินกว้างขวาง นักบวชจึงให้เช่าที่ดินนั้น เพื่อทำการเกษตร
       นอกจากนี้ อารามยังมีสินทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งมีผู้นำมาถวายอุทิศแก่เทพเจ้า นักบวชจึงนำออกหาผลประโยชน์อีกด้วย ต่อมาจึงมีการให้กู้ยืม เมล็ดพืชธัญญาหาร ให้ยืมปศุสัตว์ โดยมีการคิดค่าตอบแทน เมื่อกิจการธนาคารเจริญขึ้นมาก พ่อค้าสามารถฝากสินทรัพย์ ไว้กับอาราม และรับแผ่นดินเผา จารึกรายการที่ฝากไว้ เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปขอเบิกจ่าย สินทรัพย์ที่ฝากไว้นี้ กับสาขาของอารามได้ หลังจากนั้นแล้ว ก็มีพวกฆราวาส มีที่ดินและฐานะดี ดำเนินธุรกิจธนาคารเช่นกัน
กิจการธนาคารของแคว้นบาบิโลน เลิกไป เนื่องจากสงครามและอาณาจักรแตกแยกกัน ต่อมาประมาณ 400 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีธนาคารเกิดขึ้นในกรุงเอเธนส์ และโรม ซึ่งเป็นเมือง ที่มีความเจริญและร่ำรวยมากในขณะนั้น กิจการธนาคารยังคงเริ่มจากอารามเช่นกัน โดยมีนักบวชชายหญิง เป็นผู้ดำเนินการ
      การรับฝากเงินและของมีค่าส่วนใหญ่ กู้เพื่อความปลอดภัย จากความไม่สงบในเมือง หรือจากภัยสงคราม มีการรับแลกเงิน การให้กู้ การออกตั๋วเงินตามจำนวนเงินที่ฝากไว้ ตั๋วเงินพวกนี้ สามารถนำไปชำระหนี้ หรือจ่ายเงินในเมืองอื่นได้ การที่มีกฎหมายบางอย่างควบคุม จึงทำให้ธุรกิจธนาคาร ดำเนินไปด้วยดี จึงมีผู้ประกอบธุรกิจธนาคารเพิ่มขึ้น ทั้งที่เป็นเอกชน และของผู้ปกครองรัฐ จนมีธนาคารตั้งอยู่เกือบทุกมณฑล จนเมื่ออาณาจักรโรมสลายตัวลง ภาวการณ์ค้าเสื่อมลง กิจการธนาคารจึงเสื่อมลงตามไปด้วย


      ในสมัยกลาง อันเป็นระยะเวลา ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 จนถึง 14 นั้น เมื่ออำนาจการปกครอง ของอาณาจักรโรมันล่มสลาย ทวีปยุโรปจึงแตกแยก เป็นแคว้นต่างๆ อย่างมากมาย และเกิดการรบพุ่งขึ้น บรรดาผู้มีอำนาจและที่ดิน ต่างก็สร้างป้อมปราสาท และสะสมกำลังทหาร รวมทั้งอัศวินขึ้นทั่วไป สภาพที่กล่าวนี้ ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้า และการธนาคาร จนกระทั่งเกิดสงครามครูเสดขึ้น การส่งอัศวินและทหารไปรบ ทำให้บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้น ต้องการเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการสะสมกำลังอาวุธ และเพื่อใช้ในสงคราม การให้กู้ยืมจึงเกิดขึ้น
       นอกจากนี้ บรรดาทหาร ที่ไปรบและถูกจับ ก็ต้องส่งเงินไปเป็นค่าไถ่ตัวก็ดี การส่งทรัพย์สิน ที่ยึดได้ในสงคราม กลับประเทศก็ดี ทำให้เกิดมี การใช้บริการของธนาคารมากขึ้น กิจการธนาคารจึงฟื้นตัว หลังจากยุคนี้ แล้วก็มีการส่งเงิน และของมีค่า ไปยังคริสตจักรแห่งโรมมากขึ้น ทำให้ธุรกิจการธนาคารของเอกชน ในอิตาลีเจริญขึ้น
        ธนาคารที่มีชื่อเสียงได้แก่ ธนาคารแห่งเวนิส (Bank of Venice) ซึ่งตั้งขึ้นประมาณ ค.ศ. 1157 รับจัดการหนี้ให้รัฐบาลที่กู้จากประชาชน ธนาคารแห่งนี้ จึงไม่มีการใช้เช็ค หรือออกตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ใช้รายการที่บันทึกในบัญชีโอนเงิน จนใน ค.ศ. 1587 จึงได้รับฝากเงิน
        นอกจากนี้ ก็มีธนาคารแห่งบาเซโลน่า ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1400 ธนาคารแห่งเจนัว ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1407 ธนาคารแห่งอัมสเตอร์ดัมตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1609 ธนาคารแหล่านี้ มีส่วนช่วยเหลือพ่อค้า ในกิจการค้าทำให้เมืองต่าง ๆ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้า ในสมัยนั้น ธนาคารพวกนี้ รับฝากเงินเหรียญ ทำการโอนเงินระหว่างบัญชีของธนาคาร หรือที่เจ้าของบัญชี ออกคำสั่งจ่ายเงิน จากบัญชีที่กล่าวได้ เป็นต้น

สยามกับการเข้าสู่ระบบธนาคาร

       รัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นเวลาที่ชาวต่างประเทศ จากทวีปยุโรป และอเมริกา กำลังขยายเส้นทางการค้าขาย มาทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว และนับตั้งแต่ประเทศไทย ทำสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศอังกฤษ ที่เรียกว่า “สัญญาเบาว์ริ่ง” ใน พ.ศ. 2398 แล้ว ก็มีการทำสัญญาการค้าเช่นเดียวกันนี้ กับประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส เดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ และปรัสเซีย เป็นต้น
        หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเรือสินค้าจากต่างประเทศ เข้ามาซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น จากเดิมปีละไม่กี่ลำ เป็นปีละ 300 ถึง 400 ลำ บรรดาพ่อค้าชาวยุโรป ต่างนำเหรียญเงินของประเทศตน มาชำระค่าสินค้า แต่ประชาชนไม่ยอมรับ จึงต้องนำเหรียญเงิน ไปแลกเงินพดด้วง ที่พระคลังมหาสมบัติ แต่เงินพดด้วงผลิตด้วยมือ จึงทำได้ช้า ไม่ทันต่อความต้องการ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สั่งซื้อเครื่องจักรทำเหรียญเงิน จากประเทศอังกฤษ เข้ามาผลิตเหรียญเงินกลมแบน ชนิดราคาต่างๆ ขึ้นใช้รวมทั้งเงินปลีก ที่มีมูลค่าต่ำ การใช้เบี้ยหอย เป็นเงินตราในระบบเศรษฐกิจ จึงลดลงและหายไปในที่สุด
         นอกจากระบบการเงิน ที่เริ่มมีระเบียบตามแบบสากลแล้ว พระองค์ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนน ขุดคลอง ปรับปรุงประเพณีโบราณต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้น ครั้นมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทะนุบำรุงบ้านเมือง ให้เข้าสู่ความเจริญในทุกด้าน นับตั้งแต่การบริหารแผ่นดิน การสาธารณสุข การศึกษา การคมนาคม การศาลและกฎหมาย การเลิกทาส การปรับปรุงระบบภาษีอากร การแยกพระราชทรัพย์ส่วน พระมหากษัตริย์ ออกจากทางการโดยเด็ดขาด การเปลี่ยนระบบเกณฑ์แรงงาน เป็นการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น 
          จึงเป็นผลให้ เศรษฐกิจและการค้าของประเทศ เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการเงินตราของประเทศ และสถาบันการเงิน ที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ ธุรกิจการค้าทั้งใน และต่างประเทศ ในด้านการให้กู้ยืม การโอนเงิน การจ่ายเงินตามคำสั่งจ่าย และตั๋วเงิน ก็เกิดมีขึ้น


     เมื่อความต้องการสถาบันการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกมีสูงขึ้น จึงมีชาวต่างประเทศ มายื่นแสดงความประสงค์ จะตั้งสถาบันการเงินขึ้น โดยใน พ.ศ. 2431 ชาวอังกฤษได้ขอตั้งธนาคารของรัฐขึ้น ให้ชื่อว่า “แบงก์หลวงแห่งกรุงสยาม” (Royal Bank of Siam) ธนาคารที่กล่าว มีอำนาจในการดำเนินงาน ด้านการเงินแทนรัฐบาล เช่น จัดเก็บภาษี พิมพ์ธนบัตร ให้กู้ยืมแก่องค์การต่าง ๆ และรัฐบาล
      ต่อมาใน พ.ศ. 2440 นายพลดุ๊ก เดอ มารียอง ได้ยื่นข้อเสนอตั้ง “แบงก์หลวงแห่งรัฐสยาม” (Royal State Bank of Siam) และใน พ.ศ. 2441 ผู้บริหารธนาคาร ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ก็ยื่นข้อเสนอขอตั้ง “แบงก์แห่งกรุงสยาม” ขึ้นเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต ให้ตั้งขึ้นดำเนินการทั้งหมด


    ในด้านที่เป็นธนาคารเอกชน หรือธนาคารพาณิชย์นั้น ก็มีการยื่นขอเปิดดำเนินการเช่นกัน และโดยที่เป็น การดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมิได้เกี่ยวกับ ระบบการเงินของรัฐบาล แต่เป็นการขอตั้งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก ในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การจ่ายเงิน ตามคำสั่งจ่ายเช็ค และตั๋วเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เป็นการค้าระหว่างประเทศ การรับฝาก และให้กู้ยืมเงิน เป็นต้น
     ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ จึงได้รับอนุญาตให้ เปิดสาขาขึ้น ดำเนินงานในกรุงเทพฯ ได้ใน พ.ศ. 2431 พ.ศ. 2437 และ พ.ศ. 2440 ตามลำดับ

พระบิดาแห่งธนาคารไทย


     พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พระบิดาแห่งการธนาคารไทย ผู้ทรงมีพระดำริ ริเริ่มตัดสินพระทัย ตั้งธนาคารพาณิชย์ ของชาวไทยขึ้น เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ใน พ.ศ. 2449

     กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าไชยันตมงคล โอรสในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาห่วง เมื่อวันจันทร์ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 พ.ศ. 2408
     เมื่อทรงเจริญพรรษา ได้เข้ารับราชการ สนองพระเดชพระคุณ เป็นราชองครักษ์ แล้วย้ายมารับราชการ ในกรมราชเลขานุการ ด้วยพระอุตสาหะวิริยะ จึงทรงดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยมา จนเป็นรองเสนาบดี และเสนาบดีกระทรวงวัง ตามลำดับ
      ด้วยพระปรีชาสามารถ ในกิจการทั้งปวง ใน พ.ศ. 2438 เมื่อทรงมีพระชนม์เพียง 30 พรรษา จึงได้เฉลิมพระยศเป็น พระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึก ในพระสุพรรณบัฎว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย มุกสิกนาม ทรงศักดินา 150,000” ในด้านการทหารนั้น ทรงดำรงพระยศเป็น นายพันเอกราชองครักษ์ หลังจากได้รับการสถาปนา และทรงกรมแล้ว ก็ย้ายมาดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440 ด้วยพระองค์หนึ่ง


     ระหว่างทรงงานที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัตินี้ ทรงปรับปรุงระบบหน่วย และมาตราเงินไทย จากเดิมซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ให้เหลือเพียง 2 หน่วย เป็น “บาท” และ “สตางค์” ทำให้การจัดทำ บัญชีงบดุล สามารถลงบันทึก หน่วยของเงินตราได้ง่ายขึ้น รวมทั้งจัดพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้
งานสำคัญอีกอย่างหนึ่งได้แก่ ความพยายามที่จะให้มี ธนาคารกลางของประเทศขึ้น เพื่อดูแลระบบการเงินของประเทศ แต่โดยที่ประเทศไทยยังขาดความพร้อมอยู่มาก จึงทรงหันไปตั้ง ธนาคารพาณิชย์ขึ้น ทดลองดำเนินงาน โดยเรียกว่า “บุคคลัภย์” ใน พ.ศ. 2447
     เมื่อกิจการธนาคารพาณิชย์ ที่ชื่อว่าบุคคลัภย์ ดำเนินการได้ผลดี จึงทรงขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ตั้งเป็น “บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล” เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ร.ศ. 125 และได้รับพระบรมราชานุญาต ให้รับจดทะเบียนเป็นธนาคาร ได้เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449


     หลังจากนั้นเป็นต้นมา แบงก์สยามกัมมาจล ก็เติบโตเรื่อยมา โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ และดำเนินธุรกิจมาจนปัจจุบัน
      นับว่ากิจการธนาคารของประเทศไทย ที่ได้เจริญงอกงาม แตกกิ่งก้าน มีสาขาไปทั่วประเทศไทยทุกวันนี้ เกิดขึ้นและเจริญขึ้นได้ ก็ด้วยพระดำริริเริ่ม และความกล้าที่จะลงมือทำ ในสิ่งที่ได้ตริตรอง และวางแผนไว้ดีแล้ว ของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยโดยแท้ ที่ตัดสินพระทัย หว่านเมล็ดพืชแห่งกิจการธนาคารพาณิชย์ ลงบนพื้นดินอันอุดม ที่มีชื่อว่าประเทศไทย จนเป็นต้นตอ และรากเหง้าของกิจการธนาคารพาณิชย์ ที่มีบทบาทที่สำคัญ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ มาจนทุกวันนี้ นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งการธนาคารไทยโดยแท้

ต้นแบบธนาคารไทย

     การติดต่อและค้าขายกับต่างประเทศ ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นเหตุสำคัญ ทำให้ต่างประเทศเห็นเป็นช่องทาง ที่จะหาประโยชน์ จากการที่ประเทศไทยขาดธนาคาร ที่จะทำธุรกิจ การธนาคารพาณิชย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ จึงได้เข้ามาเปิดสาขา ดำเนินกิจการในประเทศไทย โดยเริ่มตั้งแต่ พุทธศักราช 2431 เป็นต้นมา
และในที่สุด สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ทั้ง 3 แห่ง ได้จัดพิมพ์ และนำบัตรธนาคาร เข้ามาใช้ในระบบการเงินของไทยด้วย ในระยะต่อมา


      ด้วยความสำคัญของธุรกิจการธนาคาร ที่มีต่อการค้าและเศรษฐกิจของประเทศนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติในขณะนั้น จึงทรงคิดตั้ง ธนาคารของชาติ หรือธนาคารกลางขึ้นก่อน เพื่อที่จะให้เป็น ตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล แล้วยังจะทรงให้ ธนาคารของชาตินี้ เป็นผู้พิมพ์ธนบัตรของประเทศขึ้น และนำออกใช้อีกด้วย แต่ก็ต้องทรงระงับความคิดนี้ไว้
     เนื่องจากบรรดาที่ปรึกษาทางการเงิน ชาวต่างประเทศพากันคัดค้าน พระองค์จึงทรงหันไป ปรับปรุงมาตราหน่วยเงินของไทย ให้เป็นระเบียบ แต่เพียงประการเดียว โดยทรงพิจารณา ลดหน่วยเงินตราของไทยลง จากเดิม 9 หน่วย ได้แก่ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ให้เหลือเพียง 2 หน่วย ได้แก่ “บาท” และ “สตางค์” อันเป็นระบบทศนิยม ทำให้สะดวกแก่การคิดคำนวณ และลงบัญชี ในพุทธศักราช 2441 พร้อมกับได้เริ่มติดต่อกับประเทศอังกฤษ เพื่อพิมพ์ธนบัตร เข้ามาใช้ใน พุทธศักราช 2445
     ระบบการเงินของไทย จึงประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์ และธนบัตร เมื่อได้จัดรูปแบบของ ระบบเงินตราของประเทศเรียบร้อยแล้ว จึงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง ชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พุทธศักราช 2447
      ส่วนทางด้านความคิด จะจัดตั้งธนาคารขึ้นนั้น เมื่อยังไม่สามารถ จัดตั้งธนาคารของรัฐขึ้นได้ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย จึงทรงหันไปพิจารณา ธนาคารของเอกชน หรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งทรงตระหนักดี ถึงความจำเป็นของประเทศ ที่ต้องมีการค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังทรงเห็นถึงความยากลำบาก ของบรรดาพ่อค้าชาวไทย และจีน ที่ต้องติดต่อขอใช้บริการจาก สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่ก็มิได้รับความสะดวก ประกอบกับ การที่ประเทศไทยยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นของคนไทยมารองรับ
พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัย ที่จะจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้นมาให้จงได้ จึงทรงเห็นว่า น่าที่จะทดลองดำเนินงานดูก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ มีความรู้ในการบริหารธนาคารขึ้นแล้ว เมื่อจะขยายกิจการให้ใหญ่โตต่อไป ก็จะสามารถนำประสบการณ์ ไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้
     ที่สำคัญคือ เป็นการฝึกให้ชาวไทย มีความรู้ในด้านการบริหารธนาคารพาณิชย์อีกด้วย พระองค์ทรงจัดหาเงินลงทุนได้ จำนวน 30,000 บาทแล้ว ก็ทรงเตรียมการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก โดยยื่นขออนุญาตจัดตั้ง “บุคคลัภย์” ขึ้น เริ่มสั่งซื้อกระดาษ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ติดต่อขอเช่าตึกแถวของพระคลังข้างที่ ตำบลบ้านหม้อ พร้อมทั้งจัดหาพนักงาน รวมทั้งผู้จัดการไว้ เตรียมทำพิธีเปิดดำเนินการต่อไป เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว


บุคคลัภย์ (ฺBook Club)

     บุคคลัภย์ เปิดดำเนินการ ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 โดยมีพระสรรพการหิรัญกิจเป็นผู้จัดการ ประกอบด้วย พนักงานจำนวน 18 คน มีคอมปราโดเป็นชาวจีน 4 คน ส่วนการดำเนินงานนั้น แม้ว่าจะกำหนดไว้ ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ หรือที่เรียกว่า “หนังสือแจ้งความเรื่องตั้งบุคคลัภย์” ว่าเป็นกิจการห้องสมุด มีหนังสือประเภทต่าง ๆ ไว้บริการให้สมาชิกอ่าน และยืมได้ก็ตาม
     แต่การดำเนินธุรกิจที่แท้จริง เป็นการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยรับเงินฝาก ซึ่งกำหนดจ่ายดอกเบี้ยให้ ในอัตราร้อยละ 7.5 ปรากฏว่า มีเงินฝากที่ระดมได้เป็นจำนวน 80,000 บาทเศษ ในเวลาอันสั้นนี้ เมื่อนำมารวมเข้ากับทุนของบุคคลัภย์แล้ว ได้นำไปให้กู้ยืม ในธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน สิ่งก่อสร้างและรับจำนองเป็นส่วนใหญ่


    หลังจากเปิดดำเนินธุรกิจได้ 3 เดือนแล้ว กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงพิจารณาเห็นว่า กิจการของบุคคลัภย์ สามารถดำเนินการไปได้ดี มีปริมาณเงินรับ และจ่ายได้ไม่ติดขัด จึงได้เริ่มก้าวเข้ามา ประกอบธุรกิจ ในด้านการเบิกถอนเงินด้วยเช็ค ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2447
    โดยที่บุคคลัภย์ เป็นกิจการที่ดำเนินงานด้วยชาวไทย สามารถให้บริการ ตลอดจนชี้แจง ระบบการหักบัญชี การโอนเงินด้วยเช็ค แก่ลูกค้าไทยจีนได้เป็นอย่างดี บรรดาพ่อค้า นักธุรกิจและทางราชการ จึงนิยมใช้บริการกันอย่างมากมาย ปริมาณเงินรับเข้า และจ่ายออก จึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยแล้วจากเดิม มีเงินรับเข้าประมาณ 50,000 บาทเศษต่อเดือน ก็เพิ่มเป็น 500,000 บาทเศษต่อเดือน ส่วนเงินจ่ายก็เพิ่มขึ้น จากระดับ 50,000 บาทเศษต่อเดือน เป็น 300,000 บาทเศษต่อเดือน
     หลังจากการประกอบธุรกิจที่กล่าว ครบ 4 เดือน ก็พอดีกับเป็นเวลาสิ้นปี เมื่อปิดงวดบัญชีสิ้นปีแล้ว ปรากฏว่า มีผลกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ อันเป็นเครื่องชี้ว่า การดำเนินธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ของบุคคลัภย์ สามารถดำเนินการไปได้ดี กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยจึงตัดสินพระทัย ที่จะเริ่มประกอบธุรกิจ ด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งเป็นธุรกิจที่ สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศผูกขาดไว้ทั้งหมด


     ครั้นเริ่มศักราชใหม่ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2448 บุคคลัภย์จึงเริ่มดำเนินธุรกิจ ด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ขึ้นอีกประเภทหนึ่ง
     นอกจากนี้ โดยที่บรรดาพ่อค้าไทยและจีน โดยเฉพาะพ่อค้าข้าวและกิจการโรงสีข้าว ซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทยขณะนั้น พ่อค้าเหล่านี้ ไม่ใคร่ได้รับความเอาใจใส่ จากสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมาก่อน เมื่อมีธนาคารที่ให้บริการ โดยมิได้มีข้อแตกต่างกันระหว่างลูกค้า จึงต่างก็นิยม มาใช้บริการของบุคคลัภย์กันอย่างมากมาย ปริมาณเงินรับเข้าจึงทวีขึ้น เป็นจำนวนถึง 1.14 ล้านบาทต่อเดือน
ในขณะที่มีเงินจ่ายสูงขึ้น เป็นจำนวน 1 ล้านบาทต่อเดือน และเมื่อได้ดำเนินงานมาครบปี และปิดงวดบัญชีแล้ว ปรากฏว่ามีผลกำไรสูงอย่างไม่คาดคิดมาก่อน ถึง 90,000 บาทเศษ นับว่าธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม และเป็นธุรกิจ ที่สร้างผลกำไรให้กับบุคคลัภย์อย่างมากมาย
     จากการทดลองดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ แล้วขยายขอบเขตของธุรกิจ ให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเช่นนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า หากจะดำเนินธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์เต็มตัวแล้ว ด้วยปริมาณของธุรกิจในขณะนั้น ประกอบเข้าด้วยกับการที่พนักงานของบุคคลัภย์ ก็มีประสบการณ์พอสมควรแล้ว ก็คงจะสามารถ ดำเนินกิจการธนาคารไปได้ตลอดรอดฝั่ง


    บริษัท แบงก์สยามกัมมาจลทุน จำกัด เปิดดำเนินการ ในอาคารที่ทำการของบุคคลัภย์เดิม ที่ตำบลบ้านหม้อ ในปี พ.ศ. 2449 โดยมีพระสรรพการหิรัญกิจ เป็นผู้จัดการฝ่ายในประเทศ และนาย เอฟ คิเลียน ตัวแทนผู้ถือหุ้น ชาวต่างประเทศ สัญชาติเยอรมัน เป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ ในการเปิดดำเนินกิจการธนาคารขึ้นนี้ คณะผู้จัดตั้ง ได้ขอพระราชทาน ตราอาร์มแผ่นดิน มาเป็นตราประจำธนาคารมาตั้งแต่ต้น
การดำเนินธุรกิจนั้น แบงก์สยามกัมมาจล มีการรับฝากเงินตามปกติทั่วไป ของธนาคารพาณิชย์ แต่ที่พิเศษได้แก่ การเสนอให้ดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แก่ลูกค้าที่มีเงินเหลือ ในบัญชีเดินสะพัด นับว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์ จากเงินของตน ที่เหลือจากการหักบัญชีด้วยเช็คอย่างเต็มที่ บริการด้านนี้ ได้สร้างความนิยม ในหมู่ลูกค้าเป็นอย่างสูง
    นอกจากนั้น ก็เป็นการให้สินเชื่อ เกี่ยวกับการค้า และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนกิจการโรงสีข้าว ซึ่งเป็นผลิตผลหลักของประเทศ เป็นสำคัญ
    ในด้านของบริการ ที่ให้แก่การค้าระหว่างประเทศนั้น โดยที่ปริมาณการส่งข้าว ออกไปต่างประเทศ สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่เคยส่งออก เฉลี่ยเป็นจำนวน 3,850,000 หาบต่อปี ระหว่าง พ.ศ. 2418 - 2422 การส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น ถึงเฉลี่ยปีละ 14,760,000 หาบต่อปี ใน พ.ศ. 2450 ประกอบกับธนาคาร มีตัวแทนในทวีปยุโรป สามารถอำนวยความสะดวก ได้เป็นอย่างมาก ทั้งพ่อค้าข้าวทั้งไทยและจีน ซึ่งควบคุมการค้าข้าวของประเทศไทย ไว้ได้เกือบทั้งหมด มีความนิยมมาใช้บริการของธนาคาร มากกว่าจะไปติดต่อกับธนาคารอื่นๆ ซึ่งไม่สะดวก ในการใช้ภาษา ในการตกลงเงื่อนไขต่างๆ
ดังนั้นปริมาณธุรกิจ ด้านการค้าระหว่างประเทศ จึงเป็นธุรกิจ ที่สำคัญมากด้านหนึ่งของธนาคาร ในทันทีที่เปิดดำเนินธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แบงก์สยามกัมมาจล ตกลงว่าจ้างให้ นาย พี ชวาร์ตเช่ (Mr. P.Schwarze) ชาวเยอรมัน ที่ธนาคารเยอรมัน สาขาเมืองเซี่ยงไฮ้ ส่งเข้ามาแทน นาย เอฟ คิเลียน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศต่อไป



    หลังจากที่แบงก์สยามกัมมาจล เปิดดำเนินการ เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรก และสามารถดำเนินงานได้ราบรื่น ก็เป็นตัวอย่าง ให้บรรดาผู้มีฐานะ และพ่อค้าชาวจีนในกรุงเทพฯ พากัน ยื่นขออนุญาต เปิดธนาคารพาณิชย์ขึ้น อีกหลายแห่ง ได้แก่ บริษัท แบงก์ยู่เส็งเฮง พ.ศ. 2450 บริษัท บางกอกซิตี้แบงก์ จำกัด พ.ศ. 2452 บริษัท แบงก์มณฑล จำกัด
    การที่แบงก์สยามกัมมาจล ยังคงเปิดดำเนินการ ในอาคารเดิมของบุคคลัภย์ ในขณะที่มีปริมาณธุรกิจสูงขึ้น ทั้งมีพนักงานเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนมาก จึงทำให้จำเป็นต้อง แสวงหาที่ทำการใหม่
หลังจากซื้อที่ดินย่านตลาดน้อย ติดกับตำบลสำเพ็ง ย่านธุรกิจที่สำคัญ และสร้างสำนักงานชั่วคราวขึ้น เมื่อได้ย้ายเข้าไปทำงาน ในสำนักงานชั่วคราวแล้ว จึงลงมือก่อสร้าง สำนักงานแห่งใหม่จนแล้วเสร็จ
แบงก์สยามกัมมาจล จึงย้ายขึ้นไปทำการ ในตัวตึกสำนักงานตลาดน้อย ใน พ.ศ. 2453 และได้เปิดบริการด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ เงินฝากสงวนทรัพย์ หรือเงินฝากออมทรัพย์ ขึ้นดำเนินการเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย เพื่อช่วยให้ประชาชน รู้จักออมทรัพย์ ซึ่งมีที่เก็บที่ปลอดภัย และได้รับผลตอบแทนตามสมควรขึ้น
    นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่ม นำบริการเงินฝากประจำ เงินฝากเผื่อเรียก (Deposit at call) และการให้กู้เบิกเกินบัญชีขึ้นอีกเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงแห่งการขยายตัว ในด้านการให้บริการเพิ่มขึ้น ณ ที่ทำการชั่วคราวแห่งใหม่นี้ ผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศ ได้ขอถอนหุ้นทั้งหมด และผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ ก็ขอลาออก ดังนั้น แบงก์สยามกัมมาจล จึงไม่มีผู้ถือหุ้นสำคัญ เป็นชาวต่างประเทศมาตั้งแต่ครั้งนั้น


ยุคธนาคารไทยพาณิชย์


    หลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” ได้เพียง 2 ปี สงครามมหาเอเชียบูรพาก็เกิดขึ้น โดยกองทัพญี่ปุ่น ได้ยาตราเข้าสู่ประเทศไทย ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เพื่อขอเดินทัพ ผ่านไปยังแหลมมลายู และประเทศพม่า รัฐบาลไทยจำต้องให้ความร่วมมือ
     และในที่สุด ได้ประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 ด้วยสภาพการณ์ที่กล่าว การค้าต่างประเทศของไทย จึงทำได้กับเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และดินแดนในอาณัติของประเทศญี่ปุ่น เท่านั้น
     ผลของการสงคราม นอกจากจะทำให้ ธุรกิจต่าง ๆ มีความเสี่ยงสูงขึ้น ธุรกิจนานาชนิด ต้องหยุดชะงักลง โดยไม่ทราบว่า จะได้เริ่มดำเนินธุรกิจอีกเมื่อใด อันเป็นสภาพที่ไม่เอื้ออำนวย แก่ธุรกิจธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใดนั้น
     สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมีผู้จัดการ เป็นชาวอเมริกัน ซึ่งกลายเป็นชาติศัตรูไปแล้ว ชั่วข้ามคืน ตำแหน่งจึงต้องว่างลง โดยทันที เพื่อมิให้เกิดความเสียหาย ธนาคารได้แต่งตั้งให้ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานธนาคารชาติไทย นายเล้ง ศรีสมวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการแทน


    การดำเนินธุรกิจของธนาคารในระยะนี้ จึงเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และพยายาม สร้างรากฐานของธนาคาร ให้มั่นคงเป็นสำคัญ แต่แม้เช่นนั้น ธนาคารก็ยังสามารถ ขยายสาขาออกไปยังภูมิภาคได้อีก 1 แห่ง ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวกับ สินค้าพืชไร่ จำนวนมาก ทั้งเป็นที่ต้องการ ในฐานะสินค้าสำคัญ ใน พ.ศ. 2485
    จนต่อมาใน พ.ศ. 2487 เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลัง ธนาคารจึงได้แต่งตั้งให้ นายอาภรณ์ กฤษณามระ เป็นผู้จัดการคนต่อมา และหลังจากนี้ ธนาคารก็แต่งตั้งชาวไทย ที่มีความสามารถ มาดำรงตำแหน่งนี้ตลอดมา
นอกจากนี้ผลของสงครามครั้งนี้ ยังทำให้สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ที่เป็นคู่สงครามของประเทศญี่ปุ่น ต้องปิดกิจการลง การที่บริการของธนาคารพาณิชย์ เกิดขาดหายไปอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น จึงมีการตั้ง ธนาคารของชาวไทยขึ้น ดำเนินงานแทนหลายธนาคาร ได้แก่



  • ธนาคารมณฑล จำกัด (พ.ศ. 2485)
  • ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (พ.ศ. 2487)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (พ.ศ. 2487)
  • ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด (พ.ศ. 2488)
  • และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (พ.ศ. 2488)

  •     แม้ว่าธนาคารเหล่านี้ จะได้รับพนักงานของธนาคารที่ปิดลง เนื่องจากสงคราม เข้าไปเป็นพนักงานของธนาคารแห่งใหม่ก็ตาม แต่ธนาคารเหล่านั้น ก็ยังขาดประสบการณ์อีกมาก และมีความเสี่ยง ในการให้สินเชื่อทางการค้าสูงมาก เนื่องจากเป็นระยะเวลาแห่งสงคราม
    ดังนั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารที่มีความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ ด้านการค้าระหว่างประเทศ มาแต่เริ่มตั้งธนาคารขึ้นใน พ.ศ. 2449 เป็นต้นมา จึงได้เข้ารับภาระ อำนวยความสะดวก ทั้งในด้านที่เป็นแหล่งเงินทุน และการเป็นตัวกลาง ด้านการเงินระหว่างประเทศ ให้กับพ่อค้า จนตลอดระยะเวลาของสงครามโลก ครั้งที่ 2

    ธนาคารแห่งประเทศไทย


          ความต้องการที่จะให้มีธนาคารของชาติขึ้น เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ทางการเงินของรัฐบาลนั้น เกิดขึ้นและพูดถึงกันมาเป็นเวลานานแล้ว และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน ที่แบงก์จีนสยามทุนจำกัดต้องล้มละลายใน พ.ศ. 2457 นั้น
          กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พิจารณาเห็นความจำเป็น ที่จะต้องมีธนาคารกลางขึ้น เพื่อควบคุมดูแลการเงินของรัฐบาล และธนาคารพาณิชย์ทั้งปวง จึงได้รื้อฟื้นเรื่อง การตั้งธนาคารของชาติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยได้ว่าจ้าง Sir Bernard Hunter นักการธนาคารชาวอังกฤษ เดินทางเข้ามาพิจารณาดูว่า จะเปลี่ยนแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ให้เป็นธนาคารกลางของประเทศได้หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ การธนาคารชาวอังกฤษ ได้ทำรายงานเสนอเสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457
          สรุปได้ว่าควรเปลี่ยน แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด เป็นธนาคารชาติเพื่อเป็นฐาน ในการพัฒนาประเทศและระบบการธนาคารของประเทศ แต่โดยเหตุที่รัฐบาลในขณะนั้น ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการ ความคิดเรื่องการตั้งธนาคารชาติจึงระงับไป
    จนต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในทวีปยุโรป ใน พ.ศ. 2482 ความไม่แน่นอนของการดำเนินธุรกิจทั้งปวง รวมทั้งกิจการธนาคารมีอยู่สูงมาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้รัฐบาลตัดสินใจตั้งธนาคารกลางขึ้น เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า ภาวะของสงคราม ทำให้ประชาชนตื่นตกใจ พากันถอนเงินจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้ฐานะของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทรุดลง การมีธนาคารกลางขึ้นจะเป็นหนทางค้ำจุนธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น
          นอกจากนี้ยังสามารถ เป็นแหล่งจัดหาเงินทุน เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในด้านการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการเดินเรืออีกด้วย แต่โดยที่การจัดตั้งธนาคารกลาง เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการทั้ง ด้านการเงิน และความชำนาญงานของพนักงานชาวไทย
          รัฐบาลจึงตั้ง “สำนักงานธนาคารชาติไทย” ขึ้นดำเนินงานใน พ.ศ. 2482 เพื่อเตรียมการตั้งธนาคารกลางที่สมบูรณ์ต่อไปในเวลาที่พร้อมแล้ว แต่เมื่อสำนักงานธนาคารชาติไทยดำเนินงานไปได้ไม่นาน กองทัพประเทศญี่ปุ่นก็เข้ามาตั้งมั่นในประเทศไทย ในปลาย พ.ศ. 2484 และยื่นข้อเสนอให้ฝ่ายไทย จัดตั้งเจ้าหน้าที่ทางการเงินของรัฐบาล หรือธนาคารกลางขึ้น รัฐบาลไทยจึงยุบสำนักงานธนาคารชาติไทยลง และจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น


          ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลาง (Central Bank) ของประเทศ เปิดดำเนินการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ณ อาคารที่ทำการธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ที่ปลายถนนสี่พระยา โดยมี ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นผู้ว่าการ มีทุนดำเนินงานที่ได้มาจาก กำไรจากการขายทองคำของรัฐบาลจำนวน 20 ล้านบาท รับโอนสินทรัพย์ จากสำนักงานธนาคารชาติไทยจำนวน 13.5 ล้านบาท ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของประเทศ จัดพิมพ์บัตรธนาคาร เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล ดูแลความมั่นคงเงินตราของประเทศ เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์
          แต่โดยที่การเปิดดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย เกิดขึ้นในช่วงของความคับขันในสถานการณ์ของสงครามโลก ดังนั้นอำนาจหน้าที่อีกประการหนึ่ง ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดำเนินงานในทันทีคือ การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยปริยาย



    ไทยพาณิชย์กับการก้าวสู่ยุคปัจจุบัน

          ภาพพจน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ปรากฏในความรู้สึกของสาธารณชน คือ ความมั่นคง มีผู้บริหารมืออาชีพ มีความเจริญเติบโตสูง เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีการธนาคาร ในขณะที่มุ่งเน้น การนำเทคโนโลยีใหม่ มาบริการแก่ลูกค้า แต่ก็สามารถรักษาผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้าและพนักงานของธนาคาร
          การนำเทคโนโลยี เข้ามาให้บริการแก่ลูกค้า นอกจากจะอำนวยความสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังคำนึงถึงการเพิ่มคุณค่า ในบริการที่ให้แก่ลูกค้า และการแพร่ขยายธุรกิจไป ในด้านต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ นับตั้งแต่ธนาคาร ได้นำระบบบริการเงินด่วน ATM เข้ามาบริการแก่ลูกค้า เป็นธนาคารแรกในประเทศไทยแล้ว ก็ดูเหมือนว่า เป็นก้าวสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลงของการธนาคารพาณิชย์ไทย ไปสู่การเป็นธนาคารใน ระบบธนาคารพาณิชย์ สมัยใหม่ จากนั้นธนาคาร ได้สร้างศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ไทยพาณิชย์ขึ้น เพื่อเก็บสำรองข้อมูล และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนา และให้บริการแก่ลูกค้า และยังใช้เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจด้านการบริหารที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย





    พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์               
    เลขที่ 9 ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร
    กรุงเทพมหานคร 10900 
    โทร. 0-2544-4526, 3858
    โทรสาร 0-2544-4068
    www.thaibankmuseum.or.th 
    email : thaibankmuseum@scb.co.th 

    เวลาเข้าชม
    วันจันทร์ - วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)
    เวลา 10.00 - 17.00 น.



    การขอเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย
         กรณีชมทั่วไป สามารถเข้ามาเดินชมได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
         กรณีเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ โปรดโทรศัพท์ติดต่อล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบเวลาว่าง ไม่ให้ซ้อนกับคณะอื่นๆ และทำจดหมายส่งไปรษณีย์ หรือส่งโทรสารมาถึง ผู้จัดการกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม ตามที่อยู่ด้านบน เพื่อพิพิธภัณฑ์จะจัดวิทยากรต้อนรับ และนำชมเป็นหมู่คณะ

    แผนที่

















    ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย และ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์

    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น